<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://pna.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดคมนียเขต]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8069</link>
<guid isPermaLink="false">3a45ed13a01060b886a63aa74bb79e4d</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:26px;"><strong>วัดคมนียเขต</strong></span></p>

<p><strong>วัดคมนียเขต หรือ วัดคึกคัก&nbsp;</strong>เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวาต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวทำบุญ สร้างขึ้นเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 โดยมี&nbsp;<b>พระครูประสาทประกฤตพรต</b>&nbsp;เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ เดิมเรียกกันว่า &quot;บ้านคุกคัก&quot; มาจากการฟังเสียงของน้ำที่ไหลมากระทบกับโขดหินในลำคลอง &quot;คุกคัก คุกคัก&quot; ก่อนที่นายร่วง บัวแก้ว ครูใหญ่โรงเรียนวัดคุกคักคนที่ 7 ได้เสนอขอเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นตำบลคึกคักต่อนายอำเภอ &quot;ขุนสีมาสิงห์สวัสดิ์&quot; และเป็น &quot;วัดคึกคัก&quot; ตามชื่อหมู่บ้าน ตำบล ตั้งแต่นั้นมาก่อนจะเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า &quot;วัดคมนียเขต&quot; หมายถึง ภูมิประเทศสวยงามมีสายน้ำล้อมรอบเป็นขอบเขต โดยมีพระครูพิพัฒนคมนียเขต (ภราดร สนฺติกโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปัจจุบัน &nbsp;</p>

<p>ภายในวัดคมนียเขตมีปูชนียวัตถุ&nbsp;<b>หลวงพ่อแหวง อาภากโร</b>&nbsp;อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านในเขตจังหวัดพังงา ภูเก็ต และใกล้เคียง จากที่ท่านได้ละสังขารไปเมื่อปี พ.ศ. 2511 พบว่าสังขารของท่าน ยังไม่เน่าเปื่อยจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนเป็นจำนวนมาก จริยาวัตรท่านเป็นพระที่อยู่อย่างเรียบง่าย มีความเมตตาต่อทุกคน นอกจากนี้ ท่านยังพูดเป็นไปตามปาก เราเรียกกัน &quot;วาจาสิทธิ์&quot; เป็นยอดพระคณาจารย์ผู้เรืองวิทยาอาคมและไสยเวทแห่งเมืองตะกั่วป่า ท่านมีบุญญาธิการและกฤตยาคมสูงส่ง กุฏิของท่านจะมีการก่อกองไฟตลอดเวลา เพื่อผิงไฟ เป็นที่แปลกตาของผู้มาเยี่ยมเยือน นอกจากนี้ ภายในอุโบสถหลังใหม่ที่เพิ่งสร้าง ได้เล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นที่รู้จักของชนหลายเชื้อชาติ ซึ่งตำบลคึกคัก มีเรื่องเล่ากันว่าบริเวณตำบลคึกคัก เมื่อครั้งพระสังข์แข่งตีคลีกับพระอินทร์ซึ่งแปลงกายมาตีคลี ชาวบ้านที่ผ่านไปมาได้ยินเสียงคลีกลิ้งดัง &quot;กุกกัก&quot; จนเป็นที่โจษขานและเรียกบริเวณนี้ว่า &quot;คุกคัก&quot; มีอยู่ครั้งหนึ่งมีผู้ตนพากันมาดูลูกคลี ก็จะกลิ้งใส่คนแต่ไม่ทำร้าย ต่อมามีผู้คนพบลายแทงว่าลูกคลีนี้มีสมบัติมหาศาล ถ้าต้องการให้ผู้หญิงพรหมจารีย์เปลือยกายขวางทางลูกคลีจะแตกออกเป็นทองคำ แต่พอจะเข้าไปหยิบทองนั้นก็หายไปในดินจนหมด บริเวณดังกล่าวถูกเรียกว่า &quot;คุกคัก&quot; ต่อมาได้เปลี่ยนใหม่เนื่องจากคำเดิมไม่ดีเปลี่ยนเป็น &quot;คึกคัก&quot;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/20210615d7bdf611b76c18d68c14f5dff9793191110502.jpg' type='image/jpg' length='60069' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสราภิมุข]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8058</link>
<guid isPermaLink="false">8cd9ee0c9bfd1a34031f25140a3d62ed</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:26px;"><strong>วัดสราภิมุข</strong></span></p>

<p><strong>วัดสราภิมุข</strong> หรือวัดสระ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลถ้ำน้ำผุด อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดสระและมีพระราชบัญชาให้พระยาบริรักษ์ภูธรสวามิภักดิ์ (ขำ ณ นคร) เจ้าเมืองพังงา บูรณปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ โดยพระราชทานนามว่า &ldquo;วัดประพาสประจิมเขต&rdquo; วัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของเมืองพังงา และเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อมีการสร้างวัดประพาสประจิมเขตแห่งใหม่ขึ้น (วัดถ้ำพุงช้าง) จึงกลับมาใช้ชื่อวัดสระหรือวัดสราภิมุข</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/202106156f3d73b7492509a86109376cbdaf9454101448.jpg' type='image/jpg' length='110180' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบางเสียด]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8057</link>
<guid isPermaLink="false">2168bb812b7f91be9d6128078efd3040</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 09:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:26px;"><strong>วัดบางเสียด</strong></span></p>

<p><strong>วัดบางเสียด</strong> ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระอธิการเคลือบ จิตตาวิโล และมีประวัติความเป็นมาตามที่ผู้ผู้แก่ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณร้อยปีเศษที่ผ่านมามีพระเขมรรูปหนึ่งไม่ปรากฏนาม ได้ธุดงค์มาจากไหนไม่มีใครทราบ เมื่อท่านมาถึงหมู่บ้านนี้ เห็นทำเลเหมาะในการประพฤติและการปฏิบัติธรรมเพราะในท่ามกลางหมู่บ้านมีป่าไม้ร่มรื่นสงบเย็นสบาย มีลำธารน้ำไหลตลอดทุกฤดูกาลมีต้นไม้สีเสียดแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมอยู่ริมลำธาร ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านนี้ว่า &ldquo;บ้านสีเสียด&rdquo; แต่เพราะชาวบ้านในละแวกนี้ชอบเรียกสั้น ๆ จึงเรียกบางเสียดว่า &ldquo;บ้านบางเสียด&rdquo; ในขณะนั้นพระเขมรรูปดังกล่าวได้ปักกรดพักอาศัยอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมในดงไม้สีเสียดหมู่บ้านบางเสียด ซึ่งมีบ้านเรือนราษฏรเรียงรายอยู่สะดวกในการออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพ เมื่อชาวบ้านทราบว่ามีพระมอาศัยใกล้บ้านก็ดีอกดีใจพากันสร้างที่ พักอาศัยถวาย พร้อมกับนิมนต์ให้พระเขมรรูปดังกล่าวอยู่จำพรรษาตลอดมาจนสิ้นอายุขัยของท่าน สถานที่แห่งนี้จึงได้กลายเป็นวัดขึ้นมาด้วย อำนาจความศรัทธาของประชาชนในถิ่นนี้ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายจากที่เดิมมาสร้างใหม่ทางทิศตะวันตกติดต่อกับที่เดิมซึ่งชาวบ้านเรียกสถานที่เดิมว่า &ldquo;วัดเก่าหรือวัดนอก&rdquo; แต่เนื้อที่ยังเป็นที่วัดได้รับราชานุญาตให้เป็นวัดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/202106158c0e4b58d38ffb49a67b06b27b91a319094030.jpg' type='image/jpg' length='55795' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดถ้ำสุวรรณคูหา]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/8053</link>
<guid isPermaLink="false">6d3e432f65c3b1a55dc9442ef3d9a04c</guid>
<pubDate>Tue, 15 Jun 2021 09:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:28px;">วัดสุวรรณคูหา</span></strong></p>

<p><strong>วัดสุวรรณคูหา</strong>&nbsp;หรือที่รู้จักกันในชื่อของ&nbsp;<strong>วัดถ้ำ</strong>&nbsp;เป็นวัดโบราณที่สำคัญของจังหวัดพังงา ตั้งอยู่ใน ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นวัดที่มีโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพังงาเลยค่ะ ด้วยบริเวณที่ตั้งของวัดนั้นเป็นภูเขา ทำให้มีทั้งถ้ำขนาดใหญ่และขนาดเล็กเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ทั้ง ถ้ำใหญ่ ถ้ำแจ้ง ถ้ำมืด ถ้ำแก้ว ถ้ำผึ้ง ถ้ำครัว และ ถ้ำบน ที่เป็นถ้ำสูงสุด</p>

<p>แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเข้าไปไหว้พระกันในถ้ำใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่าถ้ำอื่นๆ ภายในถ้ำก็จะประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่หลายองค์ด้วยกันค่ะ แต่องค์สำคัญที่สุดก็คือ&nbsp;<strong>พระพุทธไสยาสน์</strong>&nbsp;ยาวกว่า 7 วา 2 ศอก มีความสวยงดงามมากๆ และถ้าเดินไปเข้าไปอีก ก็จะเจอกับ ถ้ำแจ้ง&nbsp; ถ้ำมืด และ ถ้ำแก้ว ที่มีความสวยงามของหินงอกหินย้อย</p>

<p>ซึ่งนอกจากถ้ำแล้ว ก็จะมี&nbsp;<strong>พิพิธภัณฑ์</strong>&nbsp;ที่ พระครูวินัย สารนิเทศ เจ้าอาวาสได้จัดทำไว้บริเวณกุฏิ เพื่อจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ มากกว่าร้อยชิ้นเลยทีเดียวค่ะ และยังมีพระปรมาภิไธยย่อของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์อยู่ภายในถ้ำแห่งนี้อีกด้วยค่ะ</p>

<p>ใครที่อยากชมความสวยงามของ พระนอน ของ วัดสุวรรณคูหา แล้วล่ะก็ แวะมาสักการะกันที่นี่ได้เลยค่ะ มีถ้ำสวยพร้อมกับพระพุทธรูปสวยๆ อยู่ด้วยกันแบบนี้ ไม่ได้จะหาที่ไหนง่ายๆ เลยค่ะ และที่ด้านนอกของวัดยังเต็มไปด้วยฝูงลิงอีกด้วย สามารถให้อาหารลิงได้อย่างเพลิดเพลินไปเลยค่ะ ได้ทั้งทำบุญและเที่ยวชมธรรมชาติไปพร้อมๆ กันเลยนะคะเนี่ย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/2021061559b514174bffe4ae402b3d63aad79fe0092358.jpg' type='image/jpg' length='7182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดราษฏรอุปถัมป์ ]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7868</link>
<guid isPermaLink="false">cc03b848455ffafa31a63acedd21796c</guid>
<pubDate>Wed, 09 Jun 2021 12:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:48px;"><strong>วัดราษฎร์อุปถัมภ์ (วัดบางเหรียง)</strong></span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:48px;"><strong><img alt="" src="https://pna.onab.go.th/cms/s44/u130/unnamed_1_.jpg" style="width: 900px; height: 650px;" /></strong></span></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดราษฎร์อุปถัมภ์ (วัดบางเหรียง) เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของอำเภอทับปุด เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบางเหรียงเป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเข้าไปนมัสการกราบไหว้เป็นจำนวนมากและเป็นที่เคารพสักการะของคนจังหวัดพังงาและจังหวัดใกล้เคียง สร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบลังกาและอยุธยา มีฐาน 3 ชั้นลักษณะเป็นรูป 8 เหลี่ยมด้านเท่า มีซุ้มประตูประดิษฐานประพุทธรูปประจำพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งอยู่ที่&nbsp; &nbsp;:&nbsp; &nbsp; เลขที่ 25 หมู่ 4 ตำบล/แขวงบางเหรียง อำเภอ/เขตทับปุด ต.บางเหรียง อ.ทับปุด จ.พังงา&nbsp;82180</p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="font-size:22px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดราษฎร์อุปถัมภ์&nbsp; เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของอำเภอทับปุด&nbsp; เดิมทีชาวบ้านเรียกกันว่า &quot;วัดบางเหรียง&quot; ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอทับปุดและถนนเพชรเกษม ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร สำหรับการเดินทางใช้เส้นทางถนนสายทับปุด-อ.พนม จ.สุราษฎร์ฯ&nbsp; ได้ทำการก่อตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓&nbsp; ผู้เฒ่าได้เล่าขานกันว่าเดิมทีนั้นวัดบางเหรียงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของคลองมะรุ่ย ณ บริเวณเชิงเขาที่ประดิษฐานพระมหาธาตุเจดีย์พุทธรรมบันลือในปัจจุบัน&nbsp; แต่เนื่องด้วยการเดินทางไม่สะดวกต้องลุยน้ำข้ามคลอง ประกอบกับที่ตั้งเดิมถูกน้ำกัดเซาะยากแก่การบูรณะซ่อมแซม&nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;พ่อท่านเกตุ&quot; ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอสมัยนั้นและชาวบ้าน ได้ร่วมกันย้ายวัดมาตั้ง ณ สถานที่ใหม่&nbsp; ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่ ๖ ไร่เศษ และเป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมาปี&nbsp; พ.ศ. ๒๕๒๙&nbsp; พระอาจารย์ชัย (พระครูไพศาลพัฒนานุยุต ปัจจุบัน)&nbsp; ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์อุปถัมภ์ในสมัยนั้นได้มีการพัฒนาวัดบางเหรียงเจริญขึ้นในทุกด้าน&nbsp; เป็นผลให้พุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจเป็นจำนวนมาก&nbsp; ยังวัดให้มีความสมบูรณ์ด้วยศาสนวัตถุให้ประจักอยู่ปัจจุบัน&nbsp; จากที่ว่าการอำเภอทับปุดไปบ้านบางเหรียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตามทางหลวงหมายเลข 4118 ระยะทาง 11 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่บนเขาล้าน เจดีย์เป็นรูประฆังคว่ำ โดยมีพระพุทธรูปล้อมรอบฐานโดยรอบ เป็นวัดที่มีภูเขาล้อมรอบสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ใหญ่ ในวัดมีถาวรวัตถุทางธรรมที่สำคัญ คือ พระธาตุเจดีย์เทพนิมิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานนามว่า ?พระมหาธาตุ เจดีย์พุทธธรรมบันลือ? ในวัดยังมีเจ้าแม่กวนอิม และพระพุทธอัฐิมงคลชัยนาคปรก สร้างไว้เพื่อปกป้องชาวใต้ให้พ้นจากภัยอันตรายทางธรรมชาติ&nbsp; องค์พระมหาธาตุเจดีย์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้นในปี ๒๕๒๙ โดย พระอาจารย์ชัย เดิมพระมหาธาตุเจดีย์ชื่อว่า พระมหาธาตุเจดีย์นิมิต&nbsp;ด้วยเกิดจากการนิมิตของผู้สร้าง ต่อมาปี ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนาม พระมหาธาตุเป็น พระมหาธาตุเจดีย์พุทธรรมบันลือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระมหาธาตุเจดีย์ ประดิษฐานอยู่ ณ วัดราษฎร์อุปถัมภ์ หรือวัดบางเหรียง ต.ทับปุด อ.ทับปุด จ.พังงา ได้ดำเนินการก่อสร้าง องค์พระมหาธาตุเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ - ๒๕๔๓ โดย พระอาจารย์ชัย &quot;พระครูไพศาลพัฒนานุยุต&quot; ขนาดความสูงจากฐานชั้นล่างถึงยอด ๑๐๙ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๑ เมตร มี ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ เป็นรูปแปดเหลี่ยมด้านเท่า มีความหมายถึงมรรคมีองค์ ๘ ชั้นที่ ๒ เป็นเรือนคูหาแปดเหลี่ยม ชั้นที่ ๓ เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชทางใต้และพระบรมธาตุทางเหนือ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กตกแต่งลวดลายปูนปั้นงดงาม แล้วเสร็จบริบูรณ์ ราคาค่าก่อสร้าง เป็นเงินจำนวน ๖๙,๑๒๗,๗๘๐.- บาท(หกสิบเก้าล้านหนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยแปดสิบบาทถ้วน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระธาตุเจดีย์ประดิษฐานอยู่บนลานยอดเขาล้าน&nbsp; วัดราษฎร์อุปถัมภ์&nbsp; หมู่ที่&nbsp; ๕&nbsp; ตำบลบางเหรียง&nbsp; อำเภอทับปุด&nbsp; จังหวัดพังงา&nbsp; อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเข้าไปประมาณ&nbsp; ๑๑&nbsp; กิโลเมตร&nbsp; เขาล้านเป็นเนินเขาดินดานสูงจากพื้นราบประมาณ&nbsp; ๑๕๐&nbsp; เมตร&nbsp; พื้นที่รอบๆ ตั้งแต่เชิงเขาขึ้นไปเป็นสวนยางพาราของชาวบ้านสลับกับป่าไม้ธรรมชาตินานาพันธุ์&nbsp; ระยะทางจากเชิงเขาขึ้นไปถึงยอดเขาประมาณ ๑.๓&nbsp; กิโลเมตร ปัจจุบันการคมนาคมสะดวก&nbsp; มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้าง&nbsp; ๔&nbsp; เมตร ไปโดยตลอดจนถึงยอดเขาก่อนถึงยอดประมาณ&nbsp; ๓๐๐&nbsp; เมตร&nbsp; ทางด้านซ้ายมือประดิษฐานพระร่วง ๓ พี่น้อง&nbsp; เป็นพระพุทธรูปประทับยืนเพื่อให้เป็นเทพผู้เปิดโลก&nbsp; นำมวลมนุษย์และสัตว์ในสากลโลกที่ตกอยู่ในกิเลสทั้งสิ้นเข้าสู่โลกใหม่นั่นคือโลกแห่ง บวรพุทธศาสนา&nbsp;&nbsp;บนยอดเขาปรับระดับดินเป็นลานกว้างสำหรับเป็นที่จอดรถยนต์&nbsp; &nbsp;โดยรอบลานกว้างทำเป็นที่นั่งคอนกรีตเสริมเหล็กปูทรายล้างสำหรับนั่งพักผ่อน&nbsp; ด้านขวาของลานจอดรถสร้างเป็นศาลาการเปรียญหลังคาทรงไทย&nbsp; ?ศาลาเทพกุมารี?&nbsp; หน้าศาลาการเปรียญเป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม&nbsp; มีพระแม่ธรณีบีบมวยผมอยู่ตรงกลางสระต่อจากลานจอดรถจะมีคอนกรีต&nbsp; เสริมเหล็ก&nbsp; กว้าง&nbsp; ๕ เมตร ทอดขึ้นไปสู่พระธาตุเจดีย์&nbsp; สองข้างทางประดับด้วยรูปปูนปั้นพญานาค ๕ เศียร&nbsp; &nbsp;อยู่ในท่าเลื้อยลงมาจากพระธาตุ&nbsp; หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านาคสะดุ้ง&nbsp; โดยมีความเชื่อกันว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โดยบันไดนาค&nbsp; ส่วนบนสุดของทางขึ้น ๒ ข้าง&nbsp; เป็นรูปปูนปั้นสิงห์&nbsp; ๔&nbsp; ตัวยืนหันหลังชนกัน&nbsp; หันหน้าออกสู่ทิศ&nbsp; ๔&nbsp; ทิศ&nbsp; โดยยืนบนฐานปูนปั้นสี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง ด้วยว่าสิงห์เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ&nbsp; แข็งแกร่ง จึงสร้างไว้เพื่อพิทักษ์รักษาองค์พระธาตุเจดีย์&nbsp; ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเคยสร้างสมัยพระองค์ทรงบูรณะและสร้างอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพระพุทธนาในประเทศอินเดียสมัยที่พระองค์ทรงปกครอง&nbsp;&nbsp; จนมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เสาพระเจ้าอโศก&nbsp;บริเวณโดยรอบขององค์พระธาตุเจดีย์&nbsp; ทางทิศเหนือมีพลับพลาทรงไทย&nbsp; ทางด้านทิศใต้สร้างเรือนรับรองชั้นเดียวทรงแปดเหลี่ยม หลังคาทรงรามิด&nbsp; ถัดลงไปตามไหล่เขาสร้างที่พักสำหรับภิกษุหรือญาติโยมที่ขึ้นไปปฏิบัติธรรม&nbsp; และสร้างถ้ำจำลองไว้สำหรับเจ้าอาวาสเข้าไปปฏิบัติธรรมในช่วงเข้าพรรษา</span></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="font-size:22px;"><strong>คุณลักษณะของพระธาตุเจดีย์นิมิต</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </span></span><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="font-size:22px;">&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; ท่านเจ้าอาวาสวัดราษฎร์อุปถัมภ์เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี&nbsp;พ.ศ.&nbsp;๒๕๒๙&nbsp;ตั้งแต่การตัดถนนขึ้นไปสู่ยอดเขา&nbsp; ทำการปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างฐานรับองค์เจดีย์&nbsp; เป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งบนเสาเข็ม&nbsp; พระธาตุเจดีย์นิมิตโดยรวมสร้างขึ้นตามที่พระอาจารย์ชัยนิมิตเห็นแล้วบอกให้ช่างเขียนแบบแปลนไว้&nbsp; มีลักษณะผสมระหว่างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกับพระบรมธาตุทางภาคเหนือด้วยเหตุที่ว่าพระบรมสารีริกธาตุนั้นได้มาจาก&nbsp; อ. ศรีสำโรง&nbsp; จ. สุโขทัย&nbsp; ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ&nbsp; ส่วนตัวท่านเป็นคนใต้และเคารพในพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่สุดและพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชยังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของทางภาคใต้&nbsp; นอกจากนี้แล้ว&nbsp; พุทธศาสนายังถือกำเนิดในประเทศอินเดีย&nbsp; ดังนั้น&nbsp; พระธาตุเจดีย์จึงมีลักษณะของศิลปะแบบอินเดียมาผสมด้วยลักษณะพระธาตุเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมเท่ากันทุกด้าน&nbsp; อันมีความหมายเสมือน มรรคมีองค์&nbsp; ๘&nbsp; คือ<br />
<strong>๑.&nbsp; &nbsp; สัมมาทิฐิ&nbsp; มีความเห็นชอบหมายถึง&nbsp; มีปัญญาหรือความรู้และความเห็นชอบที่ถูกต้อง<br />
๒.&nbsp; &nbsp; สัมมาสังกัปปะ&nbsp; ความดำริชอบ&nbsp; ไม่ทำความเดือดร้อน&nbsp; เบียดเบียน&nbsp; หรือทำความลำบากให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น<br />
๓.&nbsp; &nbsp; สัมมาวาจา&nbsp; เจรจาชอบ&nbsp; ได้แก่&nbsp; การไม่พูดเท็จ&nbsp; ไม่พูดส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยก<br />
๔.&nbsp; &nbsp; สัมมากัมมันตะ&nbsp; ทำการงานชอบ&nbsp; ปราศจากความทุจริต<br />
๕.&nbsp; &nbsp; สัมมาอาชีวะ&nbsp; เลี้ยงชีพชอบ&nbsp; ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ถูกที่ควร&nbsp; แสวงหาโภคทรัพย์โดยสุจริต<br />
๖.&nbsp; &nbsp; สัมมาวายามะ&nbsp; ความเพียรชอบ&nbsp; เพียรกระทำคุณงามความดีด้วยกาย&nbsp; วาจา&nbsp; และใจ<br />
๗.&nbsp; &nbsp; สัมมาสติ&nbsp; ความระลึกชอบ&nbsp; มีสติควบคุมความรู้สึกที่ถูกที่ควร<br />
๘.&nbsp; &nbsp; สัมมาสมาธิ&nbsp; ความตั้งใจมั่นชอบด้วยสติปัญญา&nbsp; ไม่ลืมตัว</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระธาตุเจดีย์นิมิตสร้างเป็น&nbsp; ๓&nbsp; ชั้น&nbsp; จากฐานชั้นล่างถึงยอดสูง&nbsp; ๑๐๙&nbsp; เมตร&nbsp; ทุกชั้นมีฐานะเป็นลักษณะแปดเหลี่ยมเท่ากันทุกด้าน&nbsp;&nbsp;</span></span><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="font-size:22px;">การเดินทางสะดวก&nbsp; ถนนลาดยางจนถึงบริเวณวัด&nbsp; ส่วนเส้นทางเข้าสู่พระมหาธาตุนั้นเป็นถนนคอนกรีตลาดชัน&nbsp; ถ้ารถทัวร์(๒๔ ที่นั่งขึ้นไป)นำขึ้นไม่ได้อันตรายในการเดินรถ&nbsp; ต้องใช้รถรับส่งจากบริเวณวัดระยะทาง ๘๐๐ เมตร&nbsp; &nbsp;</span></span></p>

<p style="text-align: right;">บทความดีๆจาก&nbsp; &nbsp;:&nbsp; &nbsp;<a href="http://www.phangnga.go.th/tourist/bangring/">http://www.phangnga.go.th/tourist/bangring/</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/202106095467d2c9c2c844acd5480f4179f263e9125935.jpg' type='image/jpg' length='114466' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเทสก์ธรรมนาวา]]></title>
<link>https://pna.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/7864</link>
<guid isPermaLink="false">ad8ccca9125ee798ce1f18350721a335</guid>
<pubDate>Wed, 09 Jun 2021 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<pre style="text-align: center;">
<span style="font-size:26px;"><strong>วัดเทสก์ธรรมนาวา (วัดท่าไทร) </strong></span></pre>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://pna.onab.go.th/cms/s44/u130/caption.jpg" style="width: 600px; height: 500px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับใครที่จะเดินทางไปเที่ยวริมทะเล แต่ไม่แนะนำให้ลงเล่นน้ำเพราะอย่าลืมว่าหน้าหาดทรายนั้นเป็นพื้นที่ของวัด อาจดูไม่เหมาะสม ขอให้ตั้งอยู่บนความเหมาะสม</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ตั้งของวัดเทสก์ธรรมนาวา หรือ วัดท่าไทร นั้นตั้งอยู่ ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;วัดป่ากรรมฐานเฉียดยอดคลื่นแห่งทะเลอันดามัน พระอาจารย์ผู้สืบทอดปฏิปทากองทัพธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี(เทสรังสี)&rdquo;<br />
ข้อความจาก&ldquo;พระครูไพศาลสมณคุณ เสียงสุนีย์ พึ่งพันธุ์&rdquo; บ่งบอกถึงตัวตนอันเด่นชัดของ &ldquo;วัดเทสก์ธรรมนาวา&rdquo; ที่วันนี้โดดเด่นไปด้วย&ldquo;โบสถ์ไม้สักริมทะเล&rdquo; หนึ่งเดียวในภาคใต้<br />
เป็นโบสถ์ไม้สักเฉียดยอดคลื่นที่เกิดจากพลังแห่งศรัทธา อีกทั้งยังน่าทึ่งตรงที่สร้างขึ้นในบริเวณพื้นที่ที่เคยเป็น&ldquo;ป่าช้า&rdquo;มาก่อนวัดเทสก์ธรรมนาวา หรือ &ldquo;วัดป่าไทร&rdquo;(ชื่อเดิม) ตั้งอยู่ที่บ้านท่าแตง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็นวัดริมทะเลบริเวณหาดชายทะเลท่าไทร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นป่าเรียก&ldquo;ป่าท่าไทร&rdquo; ซึ่งนอกจากจะเป็นป่าของต้นไม้น้อยใหญ่แล้ว ยังเคยเป็น&ldquo;ป่าช้า&rdquo;มาก่อน อันเนื่องมาจากในอดีตป่าท่าไทรแห่งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่และละแวกใกล้เคียง เมื่อมีคนตายเสียชีวิตลงก็จะนำศพล่องเรือมาเผาหรือฝังยังป่าท่าไทรแห่งนี้ ซึ่งชาวบ้านเรียกขานกันว่า &ldquo;อ่าวเหรว&rdquo; หรือ แอ่งน้ำในป่าช้า (อ่าว คือ น้ำไหล เข้ามาเป็นแอ่งกว้าง เหรว หมายถึง ป่าช้า) ขณะที่แนวพื้นที่หาดชายทะเลท่าไทรนั้น เป็นแนวป่าสนชายฝั่งทะเลมีชายหาดทอดตัวยาวไกล เป็นหาดที่สงบและสะอาด จึงมีเต่าทะเลต่างๆขึ้นมาวางไข่ที่หาดแห่งนี้เป็นประจำในราวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ในยุคสมัยที่การทำเหมืองแร่ใน จ.พังงา เจริญรุ่งเรือง มีเรื่องเล่าว่าพื้นที่โดยรอบของป่าท่าไทรสามารถทำเหมืองได้หมด ยกเว้นที่ป่าท่าไทร ซึ่งเป็นดังไข่แดงอยู่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตรงกลาง ส่วนจะเป็นเพราะอะไรนั้นไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าเป็นพื้นที่อาถรรพ์ พอถึงยามตะวันใกล้ลับฟ้า ชาวบ้านที่มาทำธุระเฉียดพื้นที่แถบนี้ต่างรีบเดินทางออกจากป่าท่าไทรก่อนพลบค่ำ หรือแม้แต่ใครที่นำวัวควายมาหากินที่นี่ หากถึงยามตะวันใกล้ลับฟ้า ฝูงวัวควายของชาวบ้านคนไหนที่ยังหากินเพลินอยู่ในป่าท่าไทร เจ้าของฝูงวัวควายก็จะปล่อยไว้ไม่กล้าไปไล่ต้อนออกมา เพราะต้องรีบออกจากป่าแห่งนี้ให้เร็วที่สุด ส่วนใครที่คิดไปลองดีลองของที่ป่าท่าไทร ไม่เสียชีวิตก็เสียสติกันมานักต่อนัก ว่ากันว่าผืนป่าแห่งนี้เหมือนจะรอคอยอะไรสักอย่าง เจ้าป่าเจ้าเขาจึงปกปกรักษาไว้ ไม่ให้ใครมาทำไม่ดีให้เกิดความเสื่อมสกปรก&nbsp; ผืนป่าท่าไทรดำรงสถานะของป่าอันน่าฉงนมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2533 ได้มีพระชัยพล อาสโภ และพระอานนท์ พระผู้ติดตาม ได้เดินทางเข้ามาบำเพ็ญภาวนา ด้วยเห็นว่าพื้นที่ป่าท่าไทรมีความเงียบสงบ เหมาะต่อการปฏิบัติภาวนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลังจากนั้นแรงศรัทธาจากชุมชนและในพื้นที่ใกล้เคียงที่รู้ข่าวก็ได้ร่วมใจกันมาสร้างเป็นที่พักสงฆ์ มีการสร้างศาลามุงจาก สร้างกุฏิให้พระจำพรรษา&nbsp; ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 พระอาจารย์เสนอ วัดถ้ำทะเลหอย จ.กระบี่ ได้ขอพื้นที่จากอธิบดีกรมป่าไม้สมัยนั้น(นายผ่อง เล่งอี้) อนุมัติให้ใช้พื้นที่ตามโครงการ พุทธศาสนากับป่าไม้ ในชื่อโครงการว่า ศูนย์สาธิตพระพุทธศาสนากับป่าไม้ ภายใต้การกำกับดูแลของวัดประชาธิการาม&nbsp; ปี พ.ศ. 2537 แหล่งปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้ก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์ท่าไทร โดยได้รับการอนุญาตจากทางการ ในเรื่องการขอใช้พื้นที่เพื่อเป็นศาสนสถานในการประกอบศาสนกิจและบำเพ็ญกุศลของชาวบ้านในหมู่บ้านท่าแตงและละแวกใกล้เคียง ให้ได้รับการปลูกฝังอบรมธรรมปฏิบัติอันจะเป็นการปลูกสร้างศรัทธาญาติโยมให้ยึดมั่นอยู่ในความดีงามตามระบอบของพระพุทธศาสนา และเป็นศูนย์รวมที่พึ่งทางจิตใจของประชาชนในการพัฒนากิจกรรมทางสังคม เช่นการปลูกป่า หรืออบรมธรรม ตามกาลอันควร ช่วยดำรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงถาวรและเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นสำนักสงฆ์ท่าไทร ได้ถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีพระภิกษุมาพำนักอยู่ในบางขณะ เนื่องจากสำนักสงฆ์ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการนิมนต์ &ldquo;พระอาจารย์วินัย รัตนวณฺโณ&rdquo; หนึ่งในผู้ที่ได้อยู่ปฏิบัติอาจารริยวัตรกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย มาเป็นเวลานาน&nbsp; &nbsp; 16 ปี จวบตนหลวงปู่เทสก์ท่านละสังขาร พระอาจารย์วินัยเมื่อมาพำนักปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์ท่าไทร ก็ได้นำพาศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนก่อสร้างเสนาสนะพร้อมอบรมปฏิบัติธรรมในที่ดินสาธารณะประโยชน์หรือป่าช้าเดิม&nbsp; จากนั้นพระอาจารย์วินัยได้ดำเนินการก่อตั้งวัดขึ้น จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้สร้างวัดจากรมการศาสนาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 และได้รับอนุญาตให้&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตั้งวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 นามว่า &ldquo;วัดเทสก์ธรรมนาวา&rdquo; วัดเทสก์ธรรมนาวา ได้รับประทานนามวัดจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก&nbsp; ตามประกาศในหนังสือที่พิเศษ/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๑ พร้อมกันที่พระอาจารย์วินัยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกแห่งวัดเทสก์ธรรมนาวา&nbsp;นอกจากนี้พระอาจารย์วินัยยังได้ดำเนินการขอรับ พระราชทานวิสุงคามสีมา หรือ เขตที่พระราชทานแก่สงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่สร้างอุโบสถ โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;22 สิงหาคม 2557&nbsp; &nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดเทสก์ธรรมนาวา หรือวัดท่าไทร ปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างสำคัญคือ &ldquo;พระอุโบสถไม้สัก&rdquo; ขนาด กว้าง 8.30 เมตร ยาว 23.10 เมตร สูง 13.54 เมตร โบสถ์ไม้สักหลังนี้เป็นโบสถ์ไม้สักริมทะเลตั้งอยู่ติดกับหาดชายทะเลท่าไทร เพียงเดินไปไม่กี่สิบเมตรก็ถึงยังชายหาดอันกว้างไกล โบสถ์ไม้สักวัดท่าไทรเป็นอาคารทรงไทยอันสวยงามอ่อนช้อย สมส่วน โครงสร้างภายนอกจำลองแบบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาจาก พระอุโบสถพระอรัญวาสี อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย มาประยุกต์สร้างด้วยไม้ ส่วนช่อฟ้าของโบสถ์แกะสลักจากช่างฝีมือชาวเชียงใหม่ ภายในโบสถ์ไม้สัก มีผนังเป็นฝาปะกน มีแท่นพระประธาน&nbsp; ชั้นบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา แกะสลักจากหินหยกขาว อิทธิพลศิลปะอินเดีย มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 55 นิ้ว สูงประมาณ 2.15 เมตร มีพุทธลักษณะที่อ่อนช้อยงดงามเปี่ยมศรัทธา ส่วนบริเวณรอบโบสถ์ไม้สักมีกำแพงแก้วเป็นไม้ ใบเสมาแกะสลักจากหินหยกขาวมีรูปพระพุทธรูปอยู่ตรงกลาง ตรงบันไดทางเข้าโบสถ์ประดับเสาอโศกสีทองอร่าม โบสถ์ไม้สักวัดท่าไทรมีอีกหนึ่งลักษณะพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นก็คือ จะประดับประดาด้วยงานไม้แกะสลักฝีมือช่างจากอยุธยาอันประณีต อ่อนช้อย ทั้งตามบริเวณบานประตู หน้าต่าง หน้าบัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ โดยเฉพาะที่บานหน้าต่างนั้นโดดเด่นไปด้วยงานแกะสลัก ปรมัตถบารมี 10 ซึ่งเป็นการบำเพ็ญบารมีชั้นสูง การเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น อันประกอบไปด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทานปรมัตถบารมี&nbsp;&nbsp; -&nbsp;&nbsp;สสปัณฑิต ผู้สละชีวิต เลือดเนื้อเป็นทาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ศีลปรมัตถบารมี&nbsp; &nbsp;&ndash;&nbsp; &nbsp;สังขปาลนคาราช สละชีพเพื่อรักษาอุโบสถศีล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนกขัมมปรมัตถบารมี &ndash; ยุชัยกุมาร ผู้แสวงความสิ้นกิเลส<br />
ปัญญาปรมัตถบารมี &ndash; เสนกบัณฑิต ผู้มีปัญญาช่วยผู้อื่นให้พ้นเหตุแห่งทุกข์<br />
วิริยปรมัตถบารมี &ndash; พระมหาชนก ผู้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี<br />
ขันติปรมัตถบารมี &ndash; ขันติวาทีฤาษี ผู้ถือขันติ ไม่โกรธเคืองแม้โดนทำร้าย<br />
สัจจปรมัตถบารมี &ndash; สุตโสม สัตตบุรุษผู้รักษาสัจจะยิ่งชีพ<br />
อธิษฐานปรมัตถบารมี &ndash; พระเตมีย์ กุมารผู้โง่เขลา มั่นบำเพ็ญเพียรแสวงธรรม<br />
เมตตาปรมัตถบารมี &ndash; พระเจ้าเอกราช ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาต่อศัตรูเยี่ยงบุตร<br />
อุเบกขาปรมัตถบารมี &ndash; มหาโลมหังสกุมาร ผู้ไม่ยินดียินร้ายในสุขและทุกข์ดุจตราชั่ง</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นับว่าบานหน้าต่างโบสถ์ไม้สักที่นอกจากด้านหนึ่งจะเปิดออกเห็นฝั่งทะเลแล้ว ยังมีความน่าทึ่งกับงานแกะสลักไม้อันสวยงามว่าด้วยปรมัตถบารมี 10 เป็นปริศนาธรรมให้ตีความ และนำไปขบคิดต่อยอดด้วยความแปลกแตกต่าง และความสวยงามน่าทึ่งเป็นหนึ่งเดียวในภาคใต้ ทำให้โบสถ์ไม้สักวัดท่าไทร ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดน่าสนใจแห่งใหม่ใน จ.พังงา อย่างไรก็ดีที่นี่ไม่ใช่สถานที่&nbsp; &nbsp; &nbsp; ท่องเที่ยว&nbsp; &nbsp;แต่ทางวัดได้เปิดให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ธรรมะที่มีแฝงอยู่ตามจุดต่างๆของโบสถ์หลังนี้ ดังนั้นผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมต้องสำรวม กาย วาจาใจ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย และเคารพในสถานที่ ซึ่งนี่นับเป็นวัตรปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่ดี และเป็นสิ่งอันพึงกระทำของนักท่องเที่ยวที่ดี ที่วิญญูชนต้องให้ความสำคัญมากกว่าจะมุ่งมั่นถ่ายรูป เซลฟี่ วีฟี่ กันแต่อย่างเดียว</p>

<p style="text-align: right;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เครดิตบทความดีๆจาก&nbsp; :&nbsp; &nbsp;<a href="https://mgronline.com/travel/detail/9590000078480">https://mgronline.com/travel/detail/9590000078480</a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pna.onab.go.th/th/file/get/file/20210609872e1334f6cad3a9c9cbb82a3e8478d1090003.jpg' type='image/jpg' length='611250' />
</item>
</channel>
</rss>
